แจ๊ค แดเนียลส์ Jack Daniel’s

แจ๊ค แดเนียลส์ Jack Daniel’s

แจ๊ค แดเนียลส์ Jack Daniel’s เทนเนสซี่ วิสกี้ คือ วิสกี้เพียง1เดียวของสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความนิยมจากนักดื่มทั่วโลก

และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาเป็นเวลากว่า 163 ปี ซึ่งในแต่ละปี จะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกไปเยี่ยมชมกระบวนการผลิต เพื่อค้นหาคำตอบของรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของ แจ๊ค แดเนียลส์

บราวน์ – ฟอร์แมน ไทยแลนด์ แอล.แอล.ซี. ผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย แจ๊ค แดเนียลส์ เทนเนสซี่ วิสกี้ในประเทศไทย จัดกิจกรรมพิเศษนำคณะผู้จัดจำหน่าย
และสื่อมวลชนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ กว่า 20 ชีวิต ร่วมบินลัดฟ้าไปไกลถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ต้นกำเนิดอเมริกันวิสกี้ พันธุ์แท้อย่าง “แจ๊ค แดเนียลส์” โดยทริปนี้ มี คุณนฤมล บุญเปลื้อง

ผู้จัดการฝ่ายการตลาดส่วนพัฒนาแบรนด์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคุณภาวิน พงศ์พันธุ์ภักดี ผู้จัดการตลาด ประจำประเทศไทย นำทัวร์ตลอด 10 วัน ตั้งแต่ วอชิงตัน ดี.ซี. เคนตั๊กกี้ เทนเนสซี่ นิวออร์ลีนส์ ไปจนถึงนิวยอร์ค

ในทริปนี้ ยังได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชม กระบวนการผลิต แจ๊ค แดเนียลส์ เทนเนสซี่ วิสกี้ (Jack Daniel’s Tennessee Whiskey) ณ โรงกลั่นซึ่งตั้งอยู่ในเมืองลินช์เบิร์ก รัฐเทนเนสซี่ (Lynchburg, Tennessee) และ เยี่ยมชมโรงกลั่น วู้ดฟอร์ด รีเซิร์ฟ (Woodford Reserve) สเตรท เบอร์เบิร์น วิสกี้ ณ เมืองแวร์ซาย รัฐเคนตั๊กกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา (Versailles, Kentucky) อีกด้วย

คุณนฤมล บุญเปลื้อง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดส่วนพัฒนาแบรนด์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าให้ฟังระหว่างการเยี่ยมชมโรงกลั่นแจ๊ค แดเนียลส์ ว่า โรงกลั่นแจ๊ค แดเนียลส์ ก่อตั้งโดย “มิสเตอร์แจ๊ค” หรือ Mr. Jasper Newton Daniel

ณ เมืองลินช์เบิร์ก รัฐเทนเนสซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับใบอนุญาตในปี ค.ศ.1866 ซึ่งถือเป็นโรงกลั่นขึ้นทะเบียนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นสถานที่แห่งจุดเริ่มต้นของตำนาน โรงกลั่นนี้ คือ สถานที่ที่มิสเตอร์แจ๊ค สร้างสรรค์สูตร Old No. 7 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และยังเป็นสถานที่ที่ใช้กลั่น “แจ๊ค แดเนียลส์” ทุกหยดในปัจจุบัน

คุณภาวิน พงศ์พันธุ์ภักดี ผู้จัดการตลาดประจำประเทศไทย อธิบายถึงกระบวนการผลิตว่า ทุกวันนี้ แจ๊ค แดเนียลส์ เทนเนสซี่ วิสกี้ ยังใช้ขั้นตอนการผลิตในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นวิธีการผลิตที่ทำให้ แจ๊ค แดเนียลส์ มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร และแตกต่างจาก วิสกี้ แบรนด์อื่นอย่างชัดเจน นับตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ บวกกับกรรมวิธีที่ทำให้วิสกี้มีรสนุ่ม ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้สามารถแบ่งออกได้เป็นกระบวนการสำคัญ 4 ประการ คือ

1. เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ โดยใช้แหล่งน้ำบริสุทธิ์จากลำธารใต้ดินในเมืองลินช์เบิร์ก รัฐเทนเนสซี ซึ่งมีอุณหภูมิคงที่ 13 องศาเซลเซียส และปราศจากธาตุเหล็ก เพราะธาตุเหล็กจะส่งผลเสียต่อรสชาติของวิสกี้ จากนั้นจะนำมาคลุกเคล้าด้วยส่วนผสมของธัญพืชจากธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ข้าวไรน์ ข้าวบาร์เลย์ เติมยีสต์ นำไปหมักรวมกัน 5 วัน แล้วนำไปผ่านกระบวนการกลั่นถึง 2 ครั้ง

2. กระบวนการ Charcoal Mellowing ภายหลังจากผ่านกระบวนการกลั่นมา 2 ครั้ง จนได้ที่แล้ว จะเข้าสู่กรรมวิธีที่เรียกว่า Charcoal Mellowing ซึ่งเป็นกระบวนการที่ถือว่ามีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในการผลิต โดยการนำเอา “ไม้ชูก้าร์ เมเปิ้ล” มาเผาจนได้ถ่านไม้ที่มีความหอม แล้วนำมาบรรจุลงในถังที่มีความสูง 10 ฟุต จากนั้นนำวิสกี้มากรองผ่านถ่านไม้อย่างช้าๆ ทีละหยด

เพื่อให้ได้วิสกี้รสชาติกลมกล่อมนุ่มละมุนไม่เหมือนใคร และจากกระบวนการผลิตนี้เองที่ทำให้กฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดให้ แจ๊ค แดเนียลส์ เป็น เทนเนสซี่ วิสกี้ ไม่ใช่เบอร์เบิร์น (Bourbon)

3. การบ่มด้วยถังไม้โอ๊คใหม่ เมื่อวิสกี้ผ่านกระบวนการ Charcoal Mellowing แล้ว จึงบรรจุลงใน “ถังไม้โอ๊คขาว” (American White Oak) ซึ่งเป็นถังบ่มที่เราผลิตขึ้นเอง โดยนำแผ่นไม้โอ๊คมาประกอบกันทีละแผ่นจนเป็นถังบ่ม และลนภายในถังไม้ด้วยเปลวไฟ เพื่อให้น้ำตาลตามธรรมชาติในไม้เปลี่ยนเป็นคาราเมล ซึ่งเมื่อวิสกี้ไหลผ่านเข้า-ออกเนื้อไม้ ตามการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโดยรอบ

จะทำให้ได้กลิ่นหอมเหมือนรมควัน และวิสกี้ที่ได้มีสีเหลืองเข้มดุจอำพัน จากนั้นจะนำเข้าสู่โรงบ่ม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาการบ่มขั้นต่ำ 4 ปี โดยกระบวนการผลิตทั้งหมดนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ “โรงกลั่น แจ๊ค แดเนียลส์” เท่านั้น สำหรับถังไม้โอ๊คนี้เราจะใช้บ่มเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นจะส่งไปขายต่อให้กับบริษัทผลิตวิสกี้ยี่ห้อต่าง ๆ ในประเทศสก็อตแลนด์ และประเทศอื่นๆ

4. การยึดมั่นในปรัชญาการผลิตวิสกี้ของมิสเตอร์แจ๊ค พนักงานทุกคนจะยึดมั่นในปรัชญาการผลิตวิสกี้ของมิสเตอร์แจ๊ค ที่จะผลิตวิสกี้ที่มีรสชาติดีที่สุดในโลก ผู้บริหารและพนักงานทุกคนตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ต่างให้ความสำคัญกับการผลิตวิสกี้ที่มีรสชาติมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ตั้งแต่มีกำลังการผลิตเพียงไม่กี่ถัง

จนถึงวันนี้ได้ครองตำแหน่งวิสกี้ที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับหนึ่งทั่วโลก ทุกวันนี้พนักงานทุกคนยังคงยึดมั่นกับปรัชญาการผลิตของมิสเตอร์แจ๊ค ที่ว่า “ทุกๆ วันที่เราผลิตวิสกี้ เราต้องทำมันให้ดีที่สุด”

ปัจจุบันวิสกี้ในตระกูลแจ๊คแดเนียลส์ ที่ผลิต ณ โรงกลั่นแห่งนี้ มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ได้แก่ แจ๊คแดเนียลส์ เทนเนสซี วิสกี้ (Jack Daniel’s Old No. 7 Tennessee Whiskey) เจนเทิลแมน แจ๊ค (Gentleman Jack Rare Tennessee Whiskey)

แจ๊คแดเนียลส์ ซิงเกิล บาร์เรล (Jack Daniel’s Single Barrel Tennessee Whiskey) และ แจ๊คแดเนียลส์ เทนเนสซี ฮันนี่ (Jack Daniel’s Tennessee Honey)

 

แหล่งที่มา   ipnovit.blogspot

Read More »

เฟเดอร์บรอย Federbräu

เฟเดอร์บรอย Federbräu

เฟเดอร์บรอย Federbräu ครั้งแรกในประเทศไทย คือ เบียร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการผลิตเบียร์สไตล์เยอรมัน มุ่งเน้นการเลือกใช้วัตถุดิบชั้นเลิศเป็นส่วนประกอบ เพื่อให้ได้เบียร์ที่มีคุณภาพและรสชาติที่ดีเยี่ยม อันเป็นหัวใจสำคัญของเบียร์เยอรมัน

วัตถุดิบสำคัญที่เลือกใช้ คือ เยอรมัน ซิงเกิ้ล มอลต์ (German Single Malt) มอลต์จากแหล่งผลิตเพียงแหล่งเดียว ไม่มีการผสมมอลต์จากแหล่งอื่น

ซึ่งเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่เลือกใช้ซิงเกิ้ล มอลต์ นอกจากนี้ยังเลือกใช้ ฮ็อพ (Hop) สายพันธุ์ที่ดีที่สุดจากเนินฮาล์เลอเทา (Hallertau) แคว้นบาวาเรีย ซึ่งวัตถุดิบทั้งสองถูกนำเข้าจากประเทศเยอรมนี

จากจุดเริ่มต้นด้วยแนวคิด Simply German คือ ความทันสมัยอันอันโดดเด่น สวยงามแต่เรียบง่าย ทรงคุณค่า ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา ภายใต้นิยาม Passion für Perfektion (Passion for Perfection) คือ การนำ Passion ทุ่มเททำสิ่งที่ตนรักและเชื่อมั่น สร้างสรรค์ผลงานที่โดนเด่นอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด

จนออกมาเป็น Perfekt Smoothness คือ การส่งต่อคุณภาพให้ผู้บริโภคได้ดื่มด่ำความกลมกล่อม นุ่ม ดื่มง่าย และมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของเบียร์สไตล์เยอรมันอย่างแท้จริง

ด้วยความสมบูรณ์แบบของ เฟเดอร์บรอย (Federbräu) ทั้งด้านความพิถีพิถันในการคัดสรรและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ช่วงเวลาของประสบการณ์การดื่มด่ำเบียร์ ยังเป็นส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ ต้องมีความเย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส แล้วเทลงในแก้วปากกว้างเพื่อให้การยกขึ้นดื่มจะได้รับกลิ่นฮ็อพและมอลต์เฉพาะตัวได้อย่างเต็มที่

โดยเทให้แก้วเอียงที่มุม 45 องศาแล้วค่อยๆ ตั้งแก้วในแนวตรงเพื่อให้เกิดฟองเบียร์เนียนนุ่ม แล้วดื่มด่ำกับรสชาติของ เยอรมัน ซิงเกิ้ล มอลต์ (German Single Malt) ที่ผสมผสานกับฮ็อพสายพันธุ์พิเศษที่ให้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์
ด้านภาพลักษณ์ของ ยังสะท้อนความมีระดับและทันสมัย ผ่านตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาอย่างตั้งใจ ด้วยแรงบันดาลใจ

จากศิลปะและปรัชญาสไตล์ เบาเฮาส์ (Bauhaus) สถาบันสอนศิลปะที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากประเทศเยอรมนี
ถ่ายทอดลงบนรูปแบบขวดขนาด 320 และ 620 ml และ กระป๋องขนาด 320 และ 490 ml. นอกจากนี้ ยังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การันตีมาด้วยสี่รางวัลจากเวทีระดับโลก

 

แหล่งที่มา    foodbuzzle

Read More »

เบียร์ไทเกอร์ Tiger beer

เบียร์ไทเกอร์

เบียร์ไทเกอร์ Tiger beer เป็นเบียร์ของสิงคโปร์ ผลิตและจำหน่ายโดยบริษัท เอเชียแปซิฟิกบริวเวอรีส์

 

เบียร์ไทเกอร์ Tiger beer  : โดยบริษัทก่อตั้งในปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931)
โดยผู้ผลิตเบียร์ชื่อดังของเนเธอร์แลนด์คือไฮเนเก้น ร่วมกับบริษัท Fraser & Neave ก่อตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ Malayan Breweries Limited
(ขณะนี้คือบริษัท Asia Pacific Breweries (APB) ผู้ผลิตและทำตลาดเบียร์ไทเกอร์) ซึ่งปัจจุบันบริษัทนี้มีการขายเบียร์ใน 9 ประเทศในเขตเอเชียแปซิฟิก และอยู่ในตลาดหุ้นของสิงคโปร์ และในปี 2004 APB ได้เริ่มผลิตเบียร์ไทเกอร์ในไทย

ในอดีตเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันฟุตบอลไทเกอร์คัพ ไทเกอร์เบียร์ใช้กลยุทธ์ในการโฆษณาโดยนำเสนอภาพลักษณ์ความเป็นผู้สนับสนุนงานศิลปะและดนตรี ด้วยการจัดกิจกรรม Tiger Translate มาอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดต่างประเทศและในประเทศ

เบียร์ไทเกอร์ คือเบียร์เอเชียที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกสูงสุด
เบียร์ ไทเกอร์ คือเบียร์เอเชียที่คว้ารางวัลระดับนานาชาติด้านรสชาติที่ยอดเยี่ยมสูงที่สุดกว่า 30 รางวัล

– เบียร์ ไทเกอร์ ได้รับการโหวตให้เป็น ‘เบียร์ลาเกอร์ที่ดีที่สุดในโลก’ ในการประกาศ-รางวัลยอดเยี่ยมของอุตสาหกรรมเบียร์ (หรือ BIIA) ณ ประเทศอังกฤษ ในปี 2541 (ค.ศ. 1998) (รางวัล BIIA เปรียบได้กับ “รางวัลออสการ์” ของอุตสาหกรรมเบียร์)

– เบียร์ ไทเกอร์ คว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ในประเภท “เบียร์พิลสเนอร์สไตล์ยุโรป” จากการประกวด ‘World Beer Cup’ เมื่อเดือนเมษายน 2547 (‘World Beer Cup’ เปรียบได้กับ “รางวัลโอลิมปิค” สำหรับอุตสาหกรรมเบียร์)
คุณภาพ คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะส่งเสริมให้เบียร์ไทเกอร์บรรลุยังจุดหมายในการพิชิตใจแฟนเบียร์ชาวไทย วัตถุดิบธรรมชาติในการ

  • ผลิตได้รับการคัดสรรจากแหล่งที่ดีที่สุดของโลก ได้แก่
  •  ฮอปส์ (hops) จาก เยอรมนี
  • ยีสต์ (yeast) จาก เนเธอร์แลนด์
  • บาร์เล่ย์ (barley) จาก ออสเตรเลีย

รสชาติ
โดดเด่นด้วยรสชาติที่เฉียบคม เนื้อเบียร์แน่น และกลมกล่อม ซึ่งมาจากคุณภาพทางการผลิต และวัตถุดิบทางธรรมชาติที่คัดสรรจากแหล่งที่ดีที่สุดของโลก ปราศจากการเจือแต่งสาร-สังเคราะห์
การตลาด
คอนเซ็ปต์การตลาด: “It’s What’s Inside That Counts”
การวางตำแหน่งตลาด:
“เบียร์ไทเกอร์ คือ เบียร์สำหรับผู้ที่ไม่ชอบการโอ้อวด แต่คือผู้ที่ต้องการดื่มเบียร์ที่มีรสชาติเยี่ยม เพื่อความรื่นรมย์ของตน คือผู้ที่มีความพิถีพิถัน และมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีความ-ต้องการจะดื่มเบียร์ที่เปี่ยมคุณภาพ ในราคาที่คุ้มค่า”

กลุ่มเป้าหมาย:
“ชายหญิงอายุ 23-35 ปี ผู้รักอิสระ อาศัยในเขตเมือง มีมุมมองเปิดกว้างต่อวัฒนธรรมที่หลาก-หลาย ชอบความท้าทาย มั่นใจ และมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จในวิถีทางของตนเอง”
การขายและจัดจำหน่าย

SKUs

  •  ขวดเล็ก (330 มล.) ราคาประมาณ 25 บาท
  • ขวดใหญ่ (640 มล.) ราคาประมาณ 45 บาท
  •  แบบกระป๋อง และเบียร์สด จะมีการวางจำหน่ายในโอกาสต่อไป
  • วางจำหน่ายครอบคลุมกว่า 10,000 ร้านค้า ในเขตเมืองใหญ่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

ช่องทางการจำหน่าย

  • โมเดิร์น เทรด
  • ร้านสะดวกซื้อ
  • ซูเปอร์มาร์เก็ต
  • ไฮเปอร์มาร์เก็ต
  •  เทรดดิชันนอล เทรด
  • ร้านค้าปลีกทั่วไป
  • ร้านอาหาร
  • สถานบันเทิง
  • ร้านอาหาร
  • ศูนย์อาหาร
  • มุมอาหารภายในศูนย์การค้า
  • ผับ
  • บาร์

ความสำเร็จทั่วโลกมีวางจำหน่ายในกว่า 60 ประเทศ
ทำการผลิตใน 7 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ประสบความสำเร็จด้วยยอดการเติบโตที่น่าพึงพอใจในตลาดเบียร์ที่ก้าวหน้าของโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ ไอร์แลนด์ และกลุ่มประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย

แหล่งที่มา   .ryt9

Read More »

ตำนานและเส้นทาง Heineken 144 ปี

Heineken

Heineken เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้บริโภคทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ได้ปล่อยแคมเปญ There’s More Behind the Star ประวัติศาสตร์และความลับของความสำเร็จของแบรนด์ระดับโลก

จุดกำเนิด “ดาวแดง”
เริ่มต้นขึ้นในลักษณะธุรกิจครอบครัว ในปี ค.ศ. 1864 Gerard Adriaan Heineken ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 22 ปี ได้เข้าซื้อโรงหมักเบียร์เล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า The Haystack ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงอัมสเตอร์ดัม จนกระทั่งในปีค.ศ. 1873 ได้เริ่มใช้ชื่อแบรนด์ Heineken® เป็นครั้งแรกและ Heineken® ได้ว่าจ้าง Dr. H. Elion ลูกศิษย์ของ Louis Pasteur (นักเคมีและจุลชีวิวิทยาที่เราต้องท่องชื่อเขาตอนเด็กๆ นั่นแหละ) ให้เป็นผู้คิดค้นสูตรเบียร์ที่ดีที่สุด

ซึ่งหัวใจหลักอยู่ที่ยีสต์ที่เรียกว่า ใช้ชื่อยีสท์ตัวนี้ว่า Heineken® A-Yeast และก็เกิดผลตอบรับที่ดีขึ้นทันตา จากนั้นปี 1875 ได้รับรางวลัชนะเลิศเหรียญทอง Medaille D’Or เป็นครั้งแรก จากงาน International Maritime Exposition ที่ปารีส และนั่นก็เป็นใบเบิกทางให้ Heineken® ก้าวเข้าสู่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะขยายไปทั่วยุโรปในเวลาต่อมา และปี 1933 ก็ไปสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา นับเป็นเบียร์ต่างชาติแบรนด์แรกของโลกที่เข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาหลังจากเคยมีคำสั่งห้ามมาช่วงระยะหนึ่ง และใช้เวลาเพียงแค่ 3 วันก็กลายเป็นเบียร์นำเข้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด พร้อมด้วยรางวัลด้านคุณภาพที่มีอีกมากมายจากหลายๆ เวที

ตลาดในเอเชีย
วางจำหน่ายใน 192 ประเทศทั่วโลก ในขณะที่สภาพของตลาดเบียร์ทั่วโลกไม่ได้สวยงามเหมือนเคย แต่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับเติบโตสวนกระแส

ในประเทศไทย ได้มีความร่วมมือกับ Thai Asia Pacific Brewery (TAPB) เปิดโรงงานมาตั้งแต่ปี 1995
ซึ่งรสชาติของเบียร์ ได้รับการการันตีว่าเป็นรสชาติเดียวกันทั่วโลก เพราะต้องผ่านการปรุงจากสูตรลับเฉพาะโดยมี 4 ส่วนผสมจากธรรมชาติ A–Yeast, ข้าวบาร์เลย์มอลต์, ฮอปส์ และ น้ำ หลังจากนั้นก็จะผ่าน

การบ่มในถังหมักแนวนอนเป็นเวลา 28 วัน Brew Master ซึ่งเป็นผู้ควบคุมสูตรลับนี้ ประกาศว่าห้ามเร่งรัดกรรมวิธีนี้เด็ดขาด โดยมีความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดความรู้สึก บริสุทธิ์, ธรรมชาติ และมีคุณภาพในทุกๆ หยด
ว่าด้วยเรื่องของประวัติและคุณภาพของสินค้ามาแล้ว อีกเรื่องที่โดดเด่นไม่แพ้กันของ ก็คือ การทำการตลาด สร้างการจดจำไว้มากมาย และเป็นกรณีศึกษาของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญเรื่องของความคิดสร้างสรรค์

นอกจากนี้ยังมีการทำการตลาดผ่านฟุตบอล UEFA Champions League เป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแค่เสียงเพลงประจำการแข่งขันดังขึ้น แฟนบอลที่ติดตามการแข่งขันอย่างใกล้ชิดก็นึกภาพออกทันทีว่าดาวแดงห้าแฉกจะต้องปรากฏขึ้นบนพื้นหญ้าสีเขียว #ChampionTheMatch

โดยในฤดูกาล 2016/2017 นี่ Heineken® นำเสนอเรื่องราวผ่าน Jose Mourinho ซึ่งต้องบอกว่าเหมาะเหลือเกินเพราะ The Special Oneเคยคุมทีมดังมาแล้วทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็นลีคอังกฤษ, สเปน, อิตาลี และแน่นอนเขายังเป็นขวัญใจชาวโปรตุกีสประเทศบ้านเกิดอีกด้วย ด้วยบุคลิกของเขา ต่อให้เป็นแฟนทีมคู่แข่งก็ยังต้องบอกว่าผู้ชายคนนี้ทั้งน่ารักและน่าชังซะจริงๆ

“ดาวแดง” Brand Icon สุดสตรอง สู่การตลาดแบบ Personalized

ที่ผ่านมาแพ็กเกจจิ้ง ได้กลายเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างที่ทำให้แฟนๆ ชื่นชอบ ด้วยพลังของการดีไซน์ หรือแต่งแต้มทำให้รู้ว่า Heineken® เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ลูกค้าชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจจิ้งวัสดุใดหรือไซส์ใด ด้วยความใส่ใจในการออกแบบนี่เองที่ผลักดันให้ “ดาวแดง” กลายเป็น Icon ที่ทั่วโลกรู้จัก บรรจุภัณฑ์ทำหน้าที่เสมือนป้ายโฆษณาไปในตัว และในแคมเปญ There’s More Behind the Star นี่ ผู้บริโภคจะได้มีโอกาสสัมผัสและร่วมสร้างประสบการณ์ไปกับ “ดาวแดง” มากกว่าครั้งไหนๆ

แหล่งที่มา   brandbuffet

Read More »

สปายไวน์คูลเลอร์ spy wine cooler

สปายไวน์คูลเลอร์

สปายไวน์คูลเลอร์ spy wine cooler

 

สปายไวน์คูลเลอร์ SPY Wine Cooler คือแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม (RTD) ที่คนไทยทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีมานานกว่า 30 ปี และครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 70 % เป็นผู้นำในตลาดทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

SPY Wine Cooler ถูกผลิตขึ้นด้วยความใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรองุ่นคุณภาพดีผสมกับน้ำแร่ธรรมชาติ ให้รสชาติหอมกลมกล่อม อีกทั้งมีพรายฟองซ่าที่ให้ความสดชื่น จึงเป็นเครื่องดื่มที่รสชาติดี ดื่มง่ายด้วยส่วนผสมแอลกอฮอล์เพียง 4-6% เหมาะกับทุกความสนุก ทุกการสังสรรค์ของคนรุ่นใหม่

คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมดื่มที่ขายดีที่สุด ด้วยยอดขายต่อปีมากถึง 180 ล้านขวด ทำจากการผสมของไวน์องุ่นและผลไม้กับน้ำอัดก๊าซ มีทั้งหมด 12 รสชาติด้วยกัน ประกอบไปด้วย 5 รสในกลุ่มคลาสสิค 4 ในกลุ่มค๊อกเทล และ อีก 3 แบบพิเศษ

 

แหล่งที่่มา   spywinecooler

Read More »

cocktail ต้นกำเนิด

Cocktail

 

Cocktail ต้นกำเนิด

ต้นกำเนิดของเครื่องไม่ปรากฏชัด ส่วนการผสมเครื่องดื่มแบบนี้มีมาแต่สมัยศตวรรษที่ 14 ในประเทศฝรั่งเศส โดยใช้เบียร์ เหล้าน้ำผึ้ง เป็นหลักแล้วจึงนำมาผสมกับเหล้าที่ใส่เครื่องเทศ และมีพัฒนาการไปใช้ ไวน์ เหล้า เครื่องเทศ น้ำตาล น้ำผลไม้ผสมกัน

โดยชาวฝรั่งเศสเรียกว่า coquetel (คอเกอเตล) ประมาณปี พ.ศ. 2318 ถึง พ.ศ. 2326 ทหารฝรั่งเศสเดินทางไปช่วยสหรัฐอเมริกาทำสงครามกับประเทศอังกฤษและทหารฝรั่งเศสได้ผสมเครื่องดื่มแบบนี้ดื่มกันและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ทหารของ

สหรัฐอเมริกา แม้สงครามจะหยุดลงแล้วความชื่นชอบในเครื่องดื่มชนิดนี้ก็ยังคงอยู่ และแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนการเรียกขานชื่อคาดว่าเพี้ยนมาจากคำว่า coquetel (คอเกอเตล) ในภาษาฝรั่งเศส

คำว่า “ค็อกเทล” COCKTAIL เป็นคำที่ใช้เรียกเครื่องดื่มผสมนับเป็นเวลายาวนานใน ค.ศ. 1776

ในบาร์แห่งหนึ่งที่ นิวยอร์ก มรสุภาพสตรีผู้หนึ่งได้ตกแต่งและประดับบาร์ของเธอด้วยหางขนไก่ สีสันสวยงามเต็มร้านและเธอยังมีความคิดแปลกที่ไม่เหมือนใคร โดยได้ใส่หางขนไก่ COCKTAIL ลงในเครื่องดื่มผสมทุกแก้ว แทนไม้คนบาร์ทั่วไป ไม่ช้าร้านของเธอก็เป็นที่นิยมของนักราตรี และคำว่า “ค็อกเทล” ก็เริ่มจากที่นี่

เครื่องดื่มผสมที่มีเหล้า วัตถุดิบที่มีแอลกอฮอล์

ชนิดหรือมากกว่าเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่มแก้วนั้น เครื่องดื่มผสมบางแก้วมีส่วนประกอบที่เป็นเหล้าเป็นส่วนประกอบชนิดเดียวหรือบางแก้วมีส่วนประกอบที่เป็นเหล้าถึง 3-4 ชนิด
ยกตัวอย่างเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของเหล้าเพียง 1 ชนิด เช่น สกูร ไดรฟเว่อร์ (SCREWDRIVER)ซึ่งมีวอดก้าที่เป็นเหล้าเป็นส่วนประกอบ บลัดดี้ แมรี่ (BLOODY -MARY)

ซึ่งก็มีวอดก้าเป็นส่วนประกอบอีกเช่นกัน จิน โทนิค (Gin tonnic)มีจินที่เป็นเหล้าเป็นส่วนประกอบส่วนเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเหล้ามากกว่า 1 ชนิด เช่น สิงคโปร์ สลิง (singapore Sling) มี จิน เชอร์รี่ บรั่นดี คอนโทร เป็นส่วนประกอบซอมบี้(ZOMBIE) จะมีเหล้าอยู่ 3 ชนิด คือ รัมสีขาว รัมสีดำ และแอปริคอต – บรั่นดี

 

แหล่งที่มา    sites

Read More »

วอดก้า (VODKA)

วอดก้า

วอดก้า VODKA เป็นสุรากลั่นไม่มีสี มันเป็นของเหลวใสเกือบทั้งหมดเป็นน้ำและเอทานอลซึ่งถูกกลั่นให้บริสุทธิ์

 

วอดก้า  มักจะกลั่นหลายรอบเพื่อให้มีความบริสุทธิ์ ผลิตจากส่วนผสมหมักอย่างกากน้ำตาลของมันฝรั่ง ธัญพืช (โดยมากเป็นข้าวไรย์หรือข้าวสาลี) หรือหัวบีท และส่วนผสมจำนวนน้อยมาก ๆ จำพวกสารแต่งรสหรือสิ่งเจือปนที่หลุดรอดไป คำว่าวอดก้ามีที่มาจากคำภาษาสลาวิกว่า “VODA” (WODA, ВОДА) ซึ่งหมายถึง “น้ำแห่งชีวิต”

วอด ก้า “Vodka” ในภาษารัสเซียเขียน เป็น “Voda” ซึ่งแปลได้ว่า “น้ำ” หรือ “น้ำอมฤตแห่งชีวิต” ตระกูลเหล้าวอด ก้าเกือบเป็นสาขาหนึ่งของ เหล้าวิสกี้ ทั้งนี้เพราะวัตถุดิบที่นำมาหมักกลั่น ส่วนใหญ่นิยม ใช้ธัญญพืชชนิดต่าง ๆ แม้แต่ระบบการกลั่น ก็ใช้เครื่องกลั่น แบบคอนตินิวอัสสตีลล์เช่นเดียวกับการกลั่นเกรนวิสกี้ ผิดเพี้ยนต่างกันก็ตรงปรุงแต่งบรรจุขวดเท่านั้น ดีกรีของ วอด ก้าไต่สูงไปถึงขั้น สุดยอดหรือขั้นน้อง ๆ ของแอลกอฮอล์ บริสุทธื์ ในขณะที่เหล้าวิสกี้ถูกปรุงแต่งบรรจุขวดเป็นสุราดีกรี ขนาดกลาง เหล้าวอด ก้าเป็นสุราทีมีดีกรีสูงสุดของโลก

ต้นกำเนิด
เรื่องกำเนิดของเหล้าวอด ก้า เป็นเรื่องถกเถียงกันไม่สิ้นสุด ตำราของท่านเกจิอาจารย์ว่าด้วยกำเนิดของเหล้ากล่าวถึงการมาของเหล้ามีสองฝักสองฝ่ายบ้าง ก็ชี้ชัดว่าเหล้าวอดก้ากำเนิดในรัสเซีย บางตำราก็ยืนยันว่าโปแลนด์ เป็นชาติแรกที่หมักกลั่นเหล้าวอด ก้าได้

ในรัสเซีย
เหล้าวอด ก้าในรัสเซียเริ่มกำเนิดในศตวรรษที่ 12 ในยุคนั้น ได้ผลิตอย่าง กะร่อมกะแหร็ม จนศตวรรษที่ 14 ชาวรัสเซียจึงได้นิยมดื่มกัน และเริ่มมีการผลิตเหล้าพันธุ์นี้กันอย่างเป็นกิจลักษณะในรัสเซีย การผลิตเหล้าวอด ก้านอกจากใช้ธัญญพืชนานาชนิดเป็นวัตถุดิบแล้ว ผู้ต้มเหล้าบางคนก็ทำวอด ก้าจากน้ำมะเขือเทศด้วย เหล้าวอดก้าของรัสเซียส่วนมากดีกรีสูงจัดและไร้กลิ่นรสของวัตถูดิบขบวน มีการผลิตกันในหลาย ๆ ประเทศเหล้าวอด ก้าของรัสเซียมีดีกรีสูงสุดบางขวดสูงถึง 95 ดีกรีระบบยุโรป

ในโปแลนด์
ชาวโปลิชเชื่อฝังใจว่า เหล้าวอด ก้าได้ถือกำเนิดในประเทศโปแลนด์เป็นชนชาติแรกของโลก ไม่ใช่ กำเนิดในประเทศรัสเซีย เหล้าวอด ก้าของชาวโปลิชที่ผลิตขึ้นมาส่วนมาก เพื่อไว้ใช้ดื่มคู่กับยารักษาโรคมากกว่า ที่จะทำขึ้นมาเพื่อเป็นน้ำเมาที่ไว้ดื่มผ่อนคลายอารมณ์ หรือไว้ดื่มเพื่อความสนุกสนาน เหล้าวอด ก้าในรัสเซีย ไร้กลิ่นรส จนเกือบจะเป็นสุราขาวดีกรีสูง แต่ที่โปร์แลนด์แผกเพี้ยนออกไปเพราะ ในโปแลนด์ มีการปรุงแต่งให้หอมเย้ายวนอุดมด้วยกลิ่นจรุงใจของผลไม้ กลิ่น อายชื่นของ ดอกไม้ และ กลิ่นเร้าอารมย์ของเครื่องเทศ

สรุป
เหล้าวอด ก้าเป็นสุราไร้สีดีกรีสูง วัตถุดิบที่ถือเป็นหลักในการหมักก็คือข้าว เหล้าวอด ก้าจะกำเนิดจากไหน ไม่ สำคัญ แต่ทุกวันนี้เหล้าวอด ก้าเด่นดังอยู่ในที่ประเทศที่นิยมดื่มเหล้าคอกเทลโดยมีสหรัฐเป็นผู้กลั่นเหล้า วอดก้าได้มากเป็นอันดับหนึ่ง คุณสมบัติที่เยี่ยมยอดสามารถเจือผสมเข้ากับเหล้าทุกประเภทได้

 

แหล่งที่มา  chaopraya

Read More »

ไวน์ขาว white wine

ไวน์ขาว

ไวน์ขาว คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตจาก องุ่นสีเขียว หรืออาจใช้องุ่นสีอื่นก็ได้ แต่ในขั้นตอนการหมักนั้นจะต้องใช้เพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ต้องไม่มีส่วนประกอบอื่นไม่ว่าจะเป็นเมล็ด เปลือก หรือสิ่ง อื่นใดเข้าไปในการผลิต เพื่อให้น้ำไวน์มีความใส และมีสีขาว ซึ่งการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง คือใช้ยีสต์ทำปฏิกิริยากับน้ำตาลจากน้ำองุ่น เมื่อได้เวลาแล้วก็จะเกิด

แอลกอฮอล์ขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งขั้นตอนการผลิตนั้นก็ทำเช่นเดียวกับไวน์แดงทุกประการ เพียงแต่วัตถุดิบที่เป็นน้ำองุ่นนั้นไวน์ขาวใช้น้ำองุ่นเพียวๆ
ความแตกต่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดง

ความแตกต่างระหว่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดงนั้น จะเห็นได้ชัดอยู่แล้วคือสีของไวน์ แต่ภายในเนื้อไวน์จริงๆนั้นไวน์แดงจะมีส่วนผสมของเปลือกเนื้อองุ่นอยู่จำนวนมาก รวมถึงรสชาติมวลรวมจริงๆขององุ่น ไม่ใช่รสชาติเพียงน้ำองุ่นเท่านั้น หากจะถามว่าความกลมกล่อมนั้นไวน์แดงจะมีกลิ่นที่สื่อถึงพันธุ์องุ่นได้มากมาย เพื่อมีส่วนผสมขององุ่นทั้งลูก

ส่วนไวน์ขาวนั้นจะมีส่วนที่เป็นเฉพาะน้ำองุ่นเท่านั้น ดังนั้นจึงมีรสชาติที่ค่อนข้างจะหวานกว่าไวน์แดง และยังมีกลิ่นที่น้อยกว่าเพราะไม่มีการนำเอาเปลือกหรือเมล็ดไปหมักรวมอยู่ด้วย และหากนำไปหมักต่อด้วยวิธีพิเศษ ก็สามารถทำให้เกิดฟองขึ้นได้ หรือที่นักดื่มทั้งหลายรู้จักกันในนาม แชมเปญ

แหล่งที่มา  enosardegna

Read More »

Carlsberg beer

Carlsberg

Carlsberg เป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ เป็นเครื่องดื่มที่นิยมมายาวนาน

 

Carlsberg เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่หลายคนหลงรักเนื่องจากมีคุณภาพสูงและรสชาติมอลต์สดอย่างต่อเนื่องกับความขมขื่นเปรี้ยว แต่ในประวัติศาสตร์ของ บริษัท นั้นมีหน้าที่น่าจับตามองมากมาย

(Karlsberg เด่นชัดเป็นภาษารัสเซีย) เป็น บริษัท ผลิตเบียร์จากเดนมาร์กหนึ่งใน บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตโคเปนเฮเกนแห่งวัลบี

บริษัท ก่อตั้งขึ้นโดยนักธุรกิจชาวเดนมาร์กชื่อ Jacobsen ในปี 1847 ตอนแรกเบียร์ขายเฉพาะในโคเปนเฮเกนซึ่งเป็นฐานการผลิตและต่อมาก็ขยายไปสู่ระดับประเทศ เริ่มส่งไปยังประเทศอื่น ๆ เฉพาะในช่วงปลายยุค 1860 เมื่อมีการส่งชุดเล็ก ๆ แรกไปยังสกอตแลนด์ ในปี 1886 โรงเบียร์แห่งแรกเปิดตัวในต่างประเทศซึ่งตั้งอยู่ในมาลาวี (แอฟริกาตะวันออก)

เริ่มแรก ทำขึ้นตามประเพณีของเดนมาร์ก แต่ไม่ได้มีคุณภาพและรสชาติที่แตกต่างกัน ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังจากการเพาะเลี้ยงเชื้อยีสต์ใหม่เท่านั้น สิ่งนี้ทำให้เราสามารถไปสู่ระดับใหม่ทั้งหมด ยีสต์คุณภาพสูงยังคงเป็นรากฐานสำคัญจนถึงทุกวันนี้ เทคโนโลยีการผลิตกำลังได้รับการปรับปรุงและคุณภาพยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ความลับสู่ความสำเร็จอธิบายโดยสูตรพิเศษ: คุณภาพพิเศษของยีสต์และการเติมกรวยกระโดดที่ไม่ผ่านการบำบัด เบียร์กรองแสง จะต้องถูกกรองซึ่งทำให้ไม่เพียง แต่จะได้สีทองที่สวยงามและความโปร่งใสที่สมบูรณ์แบบ แต่ยังมีรสชาติที่เลียนแบบไม่ได้ นอกจากนี้

ขั้นตอนการกรองช่วยให้คุณเพิ่มอายุการเก็บของเครื่องดื่มและตลอดเวลานี้เบียร์ยังคงความสดใหม่ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบอีกประการหนึ่ง

Carlsberg

ประเภทของเบียร์ Karsberg

คาร์ลสเบิร์ก 5% ความหลากหลายของแบรนด์เรือธงที่มีมาตั้งแต่ปี 2447 และเกือบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของเดนมาร์ก ในขณะเดียวกันโลโก้ที่เป็นที่รู้จักก็ถูกสร้างขึ้นด้วยใบกระโดดและมงกุฎสีแดงทองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการใช้ส่วน

ผสมจากธรรมชาติเท่านั้นเป็นวัตถุดิบสำหรับเบียร์รวมถึงอยู่ใกล้กับราชสำนักเดนมาร์ก สีเป็นสีเหลืองฟางเมื่อเทลงในแก้วโฟมที่มีฟองละเอียดและเสถียร คาดว่าจะได้รับช่อดอกไม้สำหรับพิลส์เนอร์คลาสสิก: มอลต์พร้อมด้วยคำแนะนำของฮ็อปหญ้าแห้งป่าสนสี

น้ำตาล ความขมขื่นของฮ็อปนั้นเด่นชัดที่สุดในรสชาติที่สดชื่นการตกแต่งนั้นมีพลังและแห้งด้วยการหมักมอลต์ เบียร์เข้ากันได้ดีกับเนื้ออบ, สลัดกุ้ง, เคเปอร์, ทำให้รสเค็มของปลาเฮอริ่งดองเป็นที่นิยมในอาหารเดนมาร์ก

ช้าง คาร์ลสเบิร์ก, 7.2% เบียร์ในตำนานของแบรนด์ซึ่งในปี 2562 จะฉลองครบรอบ 60 ปี เป็นครั้งแรกที่ความหลากหลาย Bockbier ที่แข็งแกร่งนี้ผลิตในปี 1959 และไม่เพียง แต่ได้รับความนิยมในหมู่คนรักเบียร์ แต่ยังกลายเป็นไอคอนการออกแบบที่แท้จริง สิ่งนี้เกิด

ขึ้นได้ด้วยตราสัญลักษณ์ที่พัฒนาโดยศิลปินกราฟิกยอดนิยม Kjeld Nielsen ซึ่งแสดงรูปช้างช้างสีน้ำเงินตลก ๆ คล้ายกับตัวละครในนิทานเด็ก ต่อจากนั้นเขาก็ถูกแทนที่ด้วยช้างต้นแบบซึ่งเป็นประติมากรรมหินแกรนิตที่ฐานของประตูช้างใกล้กับสำนักงานใหญ่ของกลุ่ม คาร์ลสเบิร์ก

สีคือน้ำผึ้งสีทองโฟมสีเบจอ่อน ๆ อุดมสมบูรณ์และตกตะกอนอย่างช้าๆ ชุดรูปแบบมอลต์โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมกลิ่นคาราเมลและโทนส้มอยู่ในพื้นหลัง จานสีมีรสชาติที่อุดมไปด้วยบันทึกของข้าวโพด, กล้วย, แตงโม, ถั่ว, เข็มสน แนะนำให้เย็นก่อนเสิร์ฟ มันรวมกับอาหารรสเผ็ดและไขมัน: ปลาไหลทอด, เป็ดกับซอสน้ำผึ้ง, ครีม

คาร์ลสเบิร์ก 47.7% เบียร์คริสต์มาสการต้มครั้งแรกที่ตรงกับวันครบรอบปีที่ 125 ของ คาร์ลสเบิร์ก ในปี 1972 ออกให้เป็นประจำทุกปีในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนและวางจำหน่ายจนถึงปีใหม่ สีน้ำตาลเกาลัดมีสีแดงเหลือบ “ด้าน” ตามฤดูกาลมีปริมาณแอลกอฮอล์สูง

กว่าพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งทำให้มีกลิ่นหอมและรสชาติอิ่มตัวมากขึ้น พื้นฐานของช่อดอกไม้ประกอบด้วยโทนของอัลมอนด์, น้ำผึ้ง, เปลือกส้ม, กิ่งจูนิเปอร์ รสชาติกลมกล่อมและหวานเป็นมอลต์ผัดรู้สึกพิสตาชิโอน้ำตาลทรายแดง การศึกษาระดับปริญญาของเบียร์มีการบูรณาการอย่างดี – อบอุ่นและอ่อนนุ่ม มันสามารถใช้เป็นฐานสำหรับค็อกเทลฤดูหนาวร้อน

คาร์ลสเบิร์ก Citrus 2.8% ใหม่ในสายของแบรนด์เป็นเบียร์ผลไม้ที่มีกลิ่นส้มสดชื่นสร้างขึ้นสำหรับปาร์ตี้ฤดูร้อน สูตรเบียร์แอลกอฮอลล์ต่ำประกอบด้วยแคริเบียนและน้ำมะนาวเปอร์เซียได้รับการพัฒนาโดยทีมงาน คาร์ลสเบิร์ก UK จากการศึกษารสนิยมผู้บริโภค

อย่างอิสระ คาร์ลสเบิร์ก Citrus เกิดขึ้นแทนที่เบียร์มะนาว คาร์ลสเบิร์ก Edge ที่เลิกผลิตซึ่งป้อมปราการนั้นสูงกว่าเกือบ 2 เท่า การเปิดตัวผลิตภัณฑ์นั้นมาพร้อมกับแคมเปญโฆษณาขนาดใหญ่ในสื่อสิ่งพิมพ์และทางโทรทัศน์ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายของ คาร์ลสเบิร์ก Citrus สูงกว่าการคาดการณ์ โทนสีของผลไม้เมืองร้อนมีอยู่ในช่อและรสชาติความขมขื่นก็แทบจะไม่รู้สึก เครื่องดื่มเข้ากันได้ดีกับปลาทอดแกงไก่เบคอนพิซซ่า

แหล่งที่มา group-abc

Read More »

Hello world!

No Picture

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start writing!…

Read More »