Home » Uncategorized

Asahi เบียร์ที่ขายดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

เบียร์ที่มียอดขายดีที่สุด

 

Asahi เบียร์ที่มียอดขายดีที่สุด ในประเทศญี่ปุ่น คำนี้ไม่ใช่คำที่ได้มาง่ายๆ ยิ่งในประเทศที่มีมาตรฐานสูงในหลาย ๆ ด้าน อย่างประเทศญี่ปุ่น

1.“Japan’s Number One Beer” เป็น เบียร์ที่มียอดขายดีที่สุด ในประเทศญี่ปุ่น

อาซาฮี Asahi เบียร์ ก่อตั้งเมื่อปี 1889 หรือ 130 ปีที่แล้ว ที่เริ่มจากโรงงานเบียร์เล็ก ๆ ชื่อ “โฮซากา เบียร์ บรูอิง” Osaka Beer Brewing ฟันฝ่าผ่านอุปสรรคมามากมายหลายรูปแบบ จนปัจจุบันกลายเป็น “ Asahi Breweries Group” พร้อมกับ ตำนานและสถิติอีกหลายๆด้าน ทั้ง ผู้ผลิตเบียร์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ผลิตเบียร์ส่งออกและขายดีเป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น

2. Asahi Super Dry เป็นเบียร์ที่สร้างชื่อให้กับอาซาฮีจนกลายเป็นเอกลักษณ์และลิขสิทธิ์โดยเฉพาะ

“อาซาฮี ซูเปอร์ ดราย” Asahi Super Dry คือรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้อาซาฮีจนกลายเป็นเอกลักษณ์และลิขสิทธิ์เฉพาะของอาซาฮี ที่เกิดจากประสบการณ์อันยาวนานในการผลิตเบียร์ของอาซาฮีเอง พร้อมกับความใส่ใจในรายละเอียด ที่เรียกได้ว่าทุกพรายฟองทำให้เบียร์ที่ได้มีความนุ่มลึกและซับซ้อน

ในอดีตนั้น เบียร์ในญี่ปุ่นจะเน้นที่ความหวาน หอม และความเข้มข้น แต่ Dry Beer เป็นเบียร์ที่ลดความขมด้วยการลดปริมาณข้าวมอลต์ลง ใช้ข้าวหรือแป้งข้าวโพดเป็นส่วนผสมเพื่อให้ดื่มง่าย จากนั้นลดความหวานด้วยการเพิ่มปริมาณแอลกอฮอลล์มากกว่าเบียร์ทั่วไปอีก 5.0% เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการลดน้ำตาล

ด้วยรสชาติที่นุ่มนวล หอมนิด หวานหน่อย ของ Asahi Super Dry นี่เองทำให้ Dry Beer แพร่หลายอย่างมากในญี่ปุ่น และจากแนวทางการทำตลาดที่แตกต่างทำให้คำว่า Super Dry ติดอยู่ในใจนักดื่มญี่ปุ่น จนเกิดสงครามตลาดเบียร์ Dry Wars ในญี่ปุ่นในปี 1988

3. การพัฒนาและปรับเปลี่ยนให้ดีที่สุด กับวิถี “คารากูชิ” Karakuchi คือการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า“เทคโนโลยีในฝัน” เพื่อรสชาติที่ล้ำลึก

อีกอย่างหนึ่งซึ่งถือว่าความสำคัญและลึกล้ำคือ การนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า “เทคโนโลยีในฝัน” มาใช้ในการผลิตเบียร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยรักษารสชาติและความสดใหม่ของเบียร์เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต ด้วยการใช้ระบบสายพานลำเลียงที่ไม่ส่งผลเสียต่อมอลต์ และเครื่องสีที่ทำให้เมล็ดพันธุ์เสียหายน้อยที่สุด ซึ่งเรื่องพวกนี้จะส่งผลถึงกลิ่นและรสชาติที่ไม่พึงประสงค์

ที่สำคัญอาซาฮีเป็นโรงผลิตเบียร์แห่งแรกที่มีถังบรรจุเบียร์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางแจ้ง โดดเด่นเป็นสง่าสมกับเป็นเบอร์หนึ่งของญี่ปุ่น นอกจากนี้ อาซาฮียังใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาคุณภาพของเบียร์อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้รสชาติที่นำเสนอต่อผู้บริโภคทั่วโลกที่เรียกว่า “คารากูชิ” Karakuchi ยังคงรสชาติเดิมที่นุ่มลึกสดใส

ยีสต์ ที่ใช้ในการหมักเบียร์ Super Dry ของอาซาฮีนั้นมีชื่อว่า “อาซาฮีสายพันธ์318” เป็นยีสต์เฉพาะและหายาก นอกจากจะให้ประสิทธิภาพในการหมักที่ดีเยี่ยมแล้ว ยังให้กลิ่นที่ สะอาด หอมหวาน และรสชาติสดชื่น แบบ Dry Beer ซึ่งอาซาฮีใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพัฒนาเรื่องนี้อย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน

ขณะที่ “มอลต์” Malt จะถูกเลือกโดยใช้หลักเกณฑ์ที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์, ต้นกำเนิด,วิธีที่เมล็ดแตกตัว ก็ถูกเอามาพิจารณาอย่างเข้มงวดเช่นกัน โดยแหล่งเมล็ดพันธุ์ของอาซาฮีนั้นได้มาจากเกษตรกรทั่วโลก ที่แบ่งปันข้อมูลเมล็ดพันธุ์ที่อาซาฮีต้องการและ นำไปพัฒนาจนได้รับเมล็ดพันธุ์ที่มีมาตรฐานเกินกว่าที่ต้องการ

สุดท้ายที่ถือว่าสำคัญในการผลิตเบียร์คือ “ฮ็อบส์” Hops อาซาฮีใช้ฮอบส์คุณภาพสูงและราคาแพง เพื่อต้องการให้ได้สุนทรียรสแห่งความขมที่โดดเด่นของเบียร์ Super Dry โดดเด่นชัดขึ้นมาเป็นเอกลักษณ์

4. Asahi Super Dry ยังสร้างตำนานด้วยสถิติในปี 2529 หลังเปิดตัวได้เพียง 2 ปี แต่ทำยอดขายเกือบ 100 ล้านลัง

Asahi Super Dry นั้นนอกจากจะเป็นเบียร์ที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่นแล้ว ยังสร้างตำนานด้วยสถิติในปี 2529 หลังเปิดตัวได้เพียง 2 ปี แต่ทำยอดขายเกือบ 100 ล้านลัง และยังรักษายอดขายสูงกว่า 100 ล้านลังมาได้อย่างต่อเนื่องกว่า 3 ทศวรรษ ที่สำคัญไม่ว่าจะมีวิกฤตเศรษฐกิจหรือภัยธรรมชาติ ก็ยังคงครองบัลลังก์อันดับ 1 ด้านยอดขายด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 35% มาได้อย่างต่อเนื่อง

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอาซาฮีจะผสมผสานกลยุทธ์ใหม่โดยเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับ “ปริมาณ” มาเป็น “คุณภาพ” พร้อมกับจับตลาด “Luxury Beer” มากขึ้น รวมทั้งขยายการลงทุน ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมา ก็ได้ไปซื้อกิจการเบียร์ Fuller Smith & Turner’s ในอังกฤษ ด้วยมูลค่า 250 ล้านปอนด์ (ราว 10,490 ล้านบาท) ซึ่งจะได้ London Pride แบรนด์เรือธงพร้อมทั้งได้โรงเบียร์ Griffin Brewery ใกล้กรุงลอนดอนด้วย ซึ่ง Asahi จะได้สิทธิ์ในการทำตลาดสินค้าของ Fuller Smith & Turner’s ไปทั่วโลก

5. ในปี 2019 New Asahi Superdry ได้ขายกระป๋องขนาด 490ml. แล้วในประเทศไทย

ได้ออกขนาด 490ml. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่อาซาฮีขายกระป๋องขนาด 490ml.ในประเทศไทย ที่ เปิดตัวสมาชิกใหม่ของครอบครัวอาซาฮีกับ “Asahi Super Dry Can 490 ml.” ครั้งแรก กับการเติมเต็มช่วงเวลาที่มากขึ้น ในไซส์ที่ใหญ่ขึ้น พร้อมแล้ววันนี้ ที่ร้านค้าใกล้บ้านคุณ

Asahi Superdry มีสินค้าขนาดใหม่ Size 490ml. วางจำหน่ายแล้วในราคา 59 บาท หาซื้อได้ง่ายและสะดวกใน Super Market, Convenience Store และ Hyper Market ทั่วประเทศไทย

Read More »

makgeolli มักกอลลี เหล้าสาโทดั้งเดิมของเกาหลี

makgeolli

มักกอลลี 막걸리 makgeolli เป็นเหล้าสาโทพื้นเมืองชนิดหนึ่งของเกาหลี ได้จากการนำเมล็ด ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวสาลี หรือข้าวบาร์เลย์ที่หุงสุกแล้วมาหมักกับส่าเหล้าและ ” นูรุก ” ลูกแป้งของเกาหลี สาโทที่ได้จะมีสีขาวนวลคล้ายน้ำนม มีรสหวาน

และมีปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณร้อยละ 6–8 % ตามธรรมเนียมเดิมจะใช้ข้าวเจ้าในการทำมักกอลลี แต่ก็มีหลายสูตรที่ใช้ข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เลย์แทน แต่บางยี่ห้อจะแต่งกลิ่นรสข้าวโพด เกาลัด แอปเปิล และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

เดิมที มักกอลลีค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่ชาวไร่ชาวนา จึงมีชื่อเรียกว่า “นงจู” (농주) หรือที่หมายความว่า เป็น เหล้าของชาวนา ผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้มักกอลลีได้กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นตามเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนรุ่นใหม่ ๆ

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกชนิดที่คล้ายกับมักกอลลี แต่จะใสกว่า คือทงดงจู (동동주) ชาวเกาหลีมักดื่มเครื่องดื่มสองชนิดนี้กับแพนเค้กเกาหลีอย่างพาจ็อนหรือพินแดต็อก เป็นต้น

มักกอลลีนั้น ยังมีสารอาหารผสมอยู่ด้วย ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มอื่นๆ และสารอาหารที่ผสมอยู่นั้น ก็เช่น Aldehyde, กรด, Ester, แอลกอฮอล์, Citric acid, Malic Acid, tartaric acid, Lactic acid, วิตามิน Cและกลุ่มวิตามิน B (วิตามิน B1, B2, B6, Niacin, folate), Methionine, Tryptophan, กรดอะมิโนจำเป็น Lysine เป็นต้น

สิ่งที่เพิ่มลงไปเพื่อช่วยในการหมักมักกอลลีก็คือนูรุก 누룩 ที่เรียกว่ากุก นูรุกกุก ซึ่งหมายถึงยีสต์ที่ผสมอยู่ในธัญพืช เนื่องจากในช่วง 6-70 ปี นูรุกนี้มีการผลิตออกมาจำนวนมากและเป็นแบบเดียวกันหมด ทำให้ในปัจจุบันถูกทุกคนเข้าใจว่าเอกลักษณ์ปกติของมักกอลลีนั้นมีรสเปรี้ยวและรสหวานแต่เมื่อก่อนไม่เป็นอย่างนั้น รสชาติของมักกอลลีนั้นจะแตกต่างกันนิดหน่อยตามประเภทของนูรุกนั่นเอง

ปัจจุบันมักกอลลีนั้นจะเพิ่มวัตถุดิบต่างๆ เช่น โสม ผลไม้ ให้มีรสชาติถูกปากคนรุ่นใหม่มากขึ้น และมีการพยายามเพื่อให้มักกอลลีเข้าถึงระดับการบริโภคต่างๆ เช่น การวิจัยเกี่ยวกับการลดความเปรี้ยวของมักกอลลี และในปี 2009 กระแสของมักกอลลีก็พุ่งขึ้น พร้อมกับมีการวางจำหน่ายสินค้าต่างๆเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การขายก็ได้เพิ่มมากขึ้นพอสมควร

Read More »

โซจู SoJu 소주 เหล้าญี่ปุ่น

โซจูญี่ปุ่น

โซจูญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นเหล้าชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ทั้งมักและกลั่นจากข้าวบาร์เลย์ มันเทศ หรือข้าว ปกติมีปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณร้อยละ 25 จึงแรงกว่าสาเก ซึ่งทำให้ได้รับการขนานนามว่า ” วอดกาแห่งญี่ปุ่น ” โซจูมีต้นกำเนิดมาจากเกาะคีวชู ปัจจุบันมีการผลิตโซจูทั่วประเทศญี่ปุ่น

โซจูสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือแบบโค และแบบอตสึ โชจูแบบโคจะถูกกลั่นหลายครั้งจนทำให้รสชาติที่เจือปนหายไป มีแอลกอฮอล์ไม่เกินร้อยละ 36 ส่วนแบบอตสึจะถูกกลั่นเพียงครั้งเดียวทำให้เหลือกลิ่นเฉพาะของวัตถุดิบที่ใช้ มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกินร้อยละ 45

ลักษณะของโซจูคล้ายๆ เหล้าขาวบ้านเรา เหล้า 35 หรือ 40 ดีกรีบ้านเรานั่นเองแต่ว่าของเขานั้น แค่ 20 ดีกรี รสชาติของมันจะขม ๆ เหมือนเรากินเหล้าเพียว ๆ โซจูนั้นทำมาจากการหมักด้วยข้าวบาเล่ย์ หรือบางบริษัทก็ใช้แอลกอฮอล์สังเคราะห์ ถือว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของเกาหลีกันเลยทีเดียว เพราะคนเกาหลีจะดื่มโซจูกันแทบทุกวัน

ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น คุณลุงคุณป้า ไปจนถึงคนแก่ เนื่องจากโซจูเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มง่ายและราคาไม่แพง การดื่มโซจูนั้นต้องดื่มเพียว ๆ จะไม่ผสมโซดา หรือน้ำเหมือนการกินเหล้าทั่วไป ทักกางจอง , ทเวนจังชีเก , พุลโกกิ เป็นต้นค่ะ ส่วนโซจูที่คนชอบดื่มกันก็จะมียี่ห้อ ชัมอีซึล ค่ะ รอง ๆ ลงมาก็จะเป็นยี่ห้อ ชออึมชอรอม

ประวัติของเหล้าโซจูนั้นถูกค้นคิดเป็นครั้งแรกเมื่อ ปี 1300 โดยการหมักข้าวของเอเชีย ด้วยวิธีของชาวเปอร์เซียร์ ทำให้ได้สุรารสเลิศที่แทบจะไม่มีกลิ่นของสุรา แต่เมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกถึงความร้อนผ่าวของโซจู โดยในยุคนั้นเรียก โซจู ว่า อารัก จู Arak-Ju ต่อมาในปี 1965-1991 รัฐบาลเกาหลีได้มีการสั่งห้ามไม่ให้ทำการหมักข้าวเป็นโซจู เนื่องจากเกิดภาวะขาดแคลนข้าวในเกาหลี ทำให้บริษัททำโซจู ต่างหาวัตถุดิบอื่นมาทดแทน เช่น แอลกอฮอล์สกัด เป็นต้น…

Read More »

กำเนิด เบียร์สด ในเมืองไทย

เบียร์สด

เบียร์สด ในประเทศไทย ตั้งแต่ที่เริ่มมีการผลิต Beer เป็นเครื่องดื่มขึ้นเองได้ ในประเทศไทย ส่วนมากคนไทยก็มักจะนึกถึงสิงห์ ลีโอ เป็นอันดับต้นๆ เสมอ เพราะบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด เป็นผู้ผลิตเบียร์รายแรกของประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตตราสิงห์โกลด์ และสิงห์ดราฟท์ รวมถึงลีโอออกจำหน่ายที่มียอดขายที่ดีเป็นอันดับสูงสุดในไทยอีกด้วย

ประวัติของ การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ จากจิบแรกสู่โรงเบียร์ เพียงแค่ท่านพระยาภิรมย์ภักดีได้ลองเบียร์ที่ มิสเตอร์ไอเซนโอเฟอร์ ชาวเยอรมัน มอบให้ในงานเลี้ยงท่านก็รู้สึกติดอกติดใจในรสชาติที่มีเอกลักษณ์หอมนุ่มของเบียร์เยอรมัน ท่านจึงเปรยถามว่า

หากอยากจะทำธุรกิจเบียร์ในเมืองสยามท่านเห็นสมควรอย่างไร มิสเตอร์ไอเซนโอเฟอร์ ตอบกลับว่า น่าจะทำได้ไม่ยาก ท่านลองส่งน้ำไปที่ประเทศเยอรมันเพื่อตรวจสอบหาสารเจือปน ซึ่งผลปรากฎว่าไม่มีแร่ธาตุเหล็กเจือปน น้ำของเมืองสยามนั้นได้มาตรฐานที่ดี

กว่าน้ำในเมืองมิวนิก สามารถนำมาผลิตเบียร์ที่มีรสชาติล้ำเลิศได้ จากการค้นพบในครั้งนั้นพร้อมด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ท่านจึงออกเดินทางโดยเรือไปศึกษาดูงานยังต่างแดน และสะสมประสบการณ์มากมาย เพื่อนำมาบริหารจัดการธุรกิจ สร้างโรงเบียร์แห่งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จวบจนประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้

การดื่มเบียร์สด Draft Beer ในเมืองไทย
จากจุดเริ่มต้นการผลิตเบียร์ ก็ต้องมีวิธีการดื่ม เบียร์สด Draft Beer ให้ได้รสชาติ ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม สิ่งที่บอกถึงคุณภาพของเบียร์ดูจะเป็นสิ่งเดียวกันนั่นคือ รูป รสชาติ กลิ่นและรสชาติ สำหรับการดื่มด่ำกับกลิ่นและรสชาติไม่มีกรรมวิธีพิเศษยุ่งยากใด ๆ

จะเห็นว่าในเมืองไทยจะกินอาหารแกล้มเบียร์ซะส่วนใหญ่ เพราะกลิ่นหอมของเบียร์สดจะมีลักษณะเฉพาะที่มีกลิ่นหอมเย้ายวนชวนให้เจริญอาหารอย่างที่สุด ปลายลิ้นจะได้ลิ้มรสชาติหอมหวานจากมอลต์เป็นอันดับแรก ตามมาด้วยความซาบซ่าจากรสชาติของวัตถุดิบหลักที่นำมาผลิตไม่ว่าจะเป็นผลไม้ หรือธัญพืช และท้ายสุดคือรสขมกลมกล่อม ดื่มเบียร์ไปแล้วค่อยๆ หลับตาดื่มด่ำไปนะคะ ยิ่งหากได้เบียร์วุ้นแล้วล่ะก็ยิ่งได้อรรถรสในการดื่มไปอีกแบบเลย

Read More »

เตกีล่า TEQUILA เครื่องดื่มที่นิยมอย่างต่อเนื่อง

Tequilla

เป็นเครื่องดื่มอีกประเภทหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกินแบบเพียวๆ หรือการดัดแปลงเป็นเครื่องดื่มอีกแบบเพื่อสร้างรสชาติที่แปลกใหม่ นั่นคือ เตกีลา Tequilla หรือเหล้าพื้นเมืองเม็กซิโก

เตกีลา ที่เป็นเหล้าสีขาวมีกลิ่นฉุน หมักจากพืชที่เรียกว่า Mezcal ผลิตในประเทศเม็กซิโก ปกติเตกีลาจะมีสีขาว แต่บางชนิด ก็จะมีสีเหลืองออกทองๆ จากการเก็บบ่มในถังไม้ ปกติชาวพื้นเมืองเม็กซิโก นิยมดื่มเหล้าเตกีลาโดยไม่ผสม

แต่บ้านเรามักจะนิยมใส่แก้ว Shot ก้นหนาๆ เพื่อนำไปกระแทกกับโต๊ะพื้นไม้ หรือโฟเมก้า ให้มีเสียงดังๆ ก่อนดื่ม และจะหยิบเกลือใส่ปากก่อนแล้วบีบมะนาวตาม จากนั้นก็จะยกเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว เพื่อให้รสชาติของเหล้าคลุกเคล้ากับเกลือ และมะนาวในปาก

ปัจจุบันนิยมนำเตกีลามาทำเป็นค็อกเทลกันมากขึ้น เช่น Tequila Sunrise, Margarita หรือ Matador เป็นต้น เหล้าเตกีลาที่รู้จักกันดีในประเทศไทยคือ El-Toro และ Sirra ส่วนรูปแบบของเตกีลาที่ขายอยู่ในท้องตลาด ก็มีหลายแบบ เช่น

เตกีลาสีขาว เมื่อกลั่นเสร็จแล้วจะต้องนำไปผสมน้ำให้เจือจาง เพื่อให้ได้ปริมาณแอลกอฮอล์ตามต้องการและพักไว้ 15-20 วันจึงจะบรรจุขวดได้

เตกีลาสีทอง สีที่ได้มาจากสีของถังไม้ที่เก็บบ่มเช่นเดียวกับวิสกี้หรือคอนยัค ทำให้รสชาตินุ่มนวลขึ้น ตามมาตรฐานของรัฐบาลเม็กซิกันนั้น การเก็บบ่มเตกีลาสีทองจะต้องบ่มอย่างน้อย 2 เดือนไปจนถึง 6 เดือน แล้วจะได้เตกีลา ที่มีสีทองอ่อนๆ เตกีลาชนิดนี้ ภาษาเม็กซิกัน เรียกว่า รีโพซาโด เตกีลา Reposado Tequila

ต่อมาคือ เตกีลา Anejo เป็นเตกีลาสีทอง ที่มีการเก็บบ่มในถังไม้โอ๊ค นานอย่างน้อย 1 ปี จะให้รสชาตินุ่มนวล ซึ่งได้มาจากการหมักบ่มที่ได้ที่ และเป็นชนิดที่มีราคาแพงที่สุด

Read More »

Saigon Beer เบียร์อันดับหนึ่งของเวียดนาม

Saigon

Saigon Beer เบียร์จากถิ่นไซง่อน แดนใต้ของเวียดนาม Saigon Beer Alcohol Beverage Corp เวียดนามเป็นประเทศที่มีการบริโภคเบียร์มากเป็นอันดับต้นๆของโลกมา ตั้งแต่ปี 2012 ตลาดมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยปีละ 4.7%

ตลาดเบียร์นั้นคิดเป็น 31% ของตลาดเครื่องดื่มในประเทศเวียดนามทั้งหมด และถ้านับเฉพาะตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอลแล้ว เบียร์จะครองส่วนแบ่งกว่า 94%

วัฒนธรรมการเจรจาและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วยแอลกอฮอลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเบียร์ เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ตลาดเบียร์ในเวียดนามนั้นได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ตลาดเบียร์แบ่งได้เป็น 3 segment คือ Mid-end beer คิดเป็นสัดส่วน 59% ของตลาดทั้งหมด, ตามมาด้วย low-end beer ที่ 30% และ high-end beer ที่ 11%

ในอดีต เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศเอเชียด้วยกัน เวียดนามจะมีกฏหมายควบคุมแอลกอฮอลที่ค่อนข้างเปิด คือ ไม่มีข้อจำกัดในการโฆษณา หรือสถานที่ขายแอลกอฮอล แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามได้เริ่มร่างกฏหมายเพื่อควบคุมการบริโภคและโฆษณาแล้ว และ ในปี 2016-2018 จะเพิ่ม consumption tax rate สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล จาก 50% เป็น 65% อีกด้วย

Read More »

ประวัติอันยาวนานนับร้อยปี ของค็อกเทล “Aviation”

Aviation

เรื่องราว ประวัติ ของค็อกเทล ” Aviation ” ความสนใจในวัฒนธรรมของสมาคมและเครื่องดื่มที่มีความสนใจในงานปาร์ตี้ บาร์เทนเดอร์มือโปร แสดงตัวในพื้นที่กว้างขวางของประเทศที่สามารถทำค็อกเทลหนึ่งในร้อยนับร้อยโดยไม่ต้องแอบมองที่พนักงานต้อนรับ

ปรากฏรวมทั้งสุนทรียภาพในเครื่องดื่มตระหนักถึงสิ่งที่พวกเขาน่าจะรวมถึงทั้งลิ้มรสกำหนดความถูกต้องชัดเจนของการปฏิบัติตามสูตร “ การบิน” ไม่ได้ผ่านความสนใจของผู้เชี่ยวชาญทั้งสองชนิด – ค็อกเทลที่มีลักษณะงานเลี้ยงสังสรรค์รสชาติอ่อนช้อยและกลิ่นหอมประณีต แฟนคลับของเครื่องดื่มเหล่านี้อาจลองและเห็นด้วยกับความคิดเห็นที่คล้ายกัน

ส่วนประกอบห้าปีที่ผ่านมาฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของมัน เขาถูกเสิร์ฟครั้งแรกโดยลูกค้าของ Hugo Enslin ในปี 1911 เขาอธิบายการเตรียมพร้อมและระบุอัตราส่วนของส่วนผสมห้าปีถัดมาในคอลเลกชันของสูตรค็อกเทล

อย่างไรก็ตามในปี 1930 Aviation Cocktail ได้ทำการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเหล้าสีม่วงอยู่ในรายการสินค้าที่หายากจึงถูกลบออกจากรายการส่วนประกอบในสูตรใหม่โดย Harry Craddock ในเวลาเดียวกันเครื่องดื่มได้สูญเสียเสน่ห์ส่วนใหญ่ของมัน

ในปีที่สี่สิบ, Patrick Duffy อีกบาร์เทนเดอร์กลับไปทำเหล้าเพื่อประกอบ แต่นี้ไม่ได้แก้ไขสถานการณ์ จนถึงปี 2007 เมื่อการเปิดตัวเริ่มขึ้นอีกครั้ง ค็อกเทล “Aviation” นี้ก็ไม่จริงที่จะลอง

โดยวิธีการในรูปแบบดั้งเดิมนั้นจะรวมอยู่ในรายการเครื่องดื่มของ International Bartenders Association (IBA)

เมื่อพูดถึง Aviation สูตรสามารถนำเสนอในสองรูปแบบ ทันสมัยและถูกต้อง เหล้าไวโอเล็ตที่มีชื่อโรแมนติก Crème de Violette ยังคงหาซื้อได้ยากแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปราคาค่อนข้างสูง

 …

Read More »

Gin & Tonic cocktail ฮิตติดอันดับโลก

Gin Tonic

จินแอนด์โทนิก Gin Tonic เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มแก้วโปรดของ เอฟ. สกอตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ F.Scott Fitzgerald เลยก็ว่าได้ เขานักเขียนชื่อดังเคยถูกใช้เป็นยารักษาไข้มาก่อน และไม่ใช่แค่แอลกอฮอล์ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักอย่างจินเท่านั้น แต่มิกเซอร์ที่เข้าคู่กันอย่างโทนิก ครั้งหนึ่งก็เคยรับใช้ทหารในช่วงสงครามแก่งแย่งแผ่นดินมาแล้ว

เครื่องดื่มผสมสมุนไพรเปลี่ยนโลก Gin Tonic

“จินแอนด์โทนิกช่วยชีวิตและรักษาสภาพจิตใจของคนอังกฤษได้มากกว่าหมอทั่วราชอาณาจักรเสียอีก” กล่าวโดย เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ Sir Winston Churchill ซึ่งถ้าไล่อ่านที่มาของเหล้าชนิดนี้ก็ไม่แปลกใจ
เพราะจินหรือเจนีเวอร์ Genever เดิมทีเป็นยาสมุนไพรที่หมอฟรานซิสคัส ซิลเวียส Franciscus Sylvius คิดค้นขึ้นเพื่อรักษาโรคไต โรคกระเพาะอาหาร เกาต์ และนิ่วในถุงน้ำดี โดยมีส่วนผสมหลักได้แก่แอลกอฮอล์และจูนิเปอร์เบอร์รีส์ Juniper Berries ก่อนที่มันจะถูกแจกจ่ายออกไป ให้แก่เหล่าทหารฮอลแลนด์ดื่มยามออกรบ

แต่เหล้าจินมาโด่งดังเป็นพลุแตกและกลายมาเป็นเหล้าสุดคลาสสิกเอาก็ตอนทหารอังกฤษขนจินกลับประเทศ ด้วยราคาที่ไม่แพง รสชาติดี และหาซื้อง่ายเมื่อเทียบกับเหล้าชนิดอื่นๆ ทำให้คนอังกฤษเห่อจินถึงขั้นเกิด
‘วิกฤตเมาจินทั่วกรุง’ ร้อนถึงนักปกครองสมัยนั้นที่ต้องออกมาควบคุมการผลิตและการขายให้เข้าที่เข้าทาง

หลังจากนั้นอังกฤษจึงตั้งโรงกลั่นจินของตัวเองจนเป็นที่มาของคำว่า London Dry Gin นับแต่นั้นมาสถานะของจินก็เปลี่ยนจากยาดีรักษาโรค กลายมาเป็นเหล้ากลั่นที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง

สุดท้ายแล้ว จินก็ไม่ต่างจากแอลกอฮอล์ตัวอื่นๆ ที่รอการค้นพบส่วนผสมที่เกิดมาคู่กัน และพวกเขาก็หากันเจอจนได้ เพราะน้ำเมาไร้สี ไร้กลิ่น ไม่มีรสชาติโดดเด่น เข้ากันได้ดีกับรสขมติดหวานของน้ำที่มีส่วนผสมของเปลือกไม้และน้ำตาลในชื่อ โทนิก

จากที่เป็น ยา กลายมาเป็น มิกเซอร์

เมื่อส่วนผสมที่อยู่ในโทนิกอย่างควินิน Quinine เป็นสารที่สกัดจากเปลือกไม้ของต้นซิงโคนา Cinchona ที่นำมาบดละเอียดก่อนผสมน้ำดื่มเพื่อรักษาอาการไข้จับสั่นหรือไข้มาลาเรีย สูตรยาที่ว่านี้สามารถรักษาชีวิตของเชื้อพระวงศ์ในยุโรปได้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ หรือบุตรของหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส
แต่ข้อเสียของควินินคือมีรสขมร้ายกาจ จวบจนต้นทศวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษที่ทำงานในบริษัทอีสต์อินเดียซึ่งประจำอยู่ที่อินเดีย มีความจำเป็นต้องดื่มควินินเป็นประจำทุกวัน จึงเกิดไอเดียนำผงควินินมาผสมน้ำเปล่า น้ำตาล และมะนาว จากรสชาติขมขื่นคอจึงดื่มง่ายขึ้นมาทันที

และก็เป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษอย่างอีรามัส บอนด์ Erasmus Bond นี่เองที่หัวใสผลิตโทนิกบรรจุขวดออกวางจำหน่ายปี 1858 ในรูปแบบเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่กลับกลายเป็นว่าโทนิกไปได้ดีกว่าในฐานะมิกเซอร์ที่ผสมกับเครื่องดื่มได้อย่างสุดแสนเพอร์เฟกต์ โดยเฉพาะกับเหล้าจิน บวกกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เราสามารถสังเคราะห์ควินินได้แล้ว การดื่มโทนิกเพื่อรักษาโรคจึงค่อยๆ เหือดหายไปตามกาลเวลา
ปัจจุบันหากใครถามถึงสรรพคุณของโทนิกคงไม่มีใครกล่าวถึงมันในฐานะยารักษาโรค เพราะคุณต้องดื่มโทนิกที่ผสมควินินธรรมชาติ (โทนิกหลายยี่ห้อไม่พบว่ามีควินินผสมอยู่) มากถึงสองลิตรต่อวัน หรือดื่ม G&T วันละสิบแก้ว ซึ่งไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะหมดก่อนกันระหว่างอาการป่วยไข้กับเงินในกระเป๋า…

Read More »

เหล้าขาวไทย ดีกรีไกลระดับโลก

เหล้าขาวไทย

เลือกใช้ชื่อ Moon Seeker เหล้าขาวไทย ที่อยากสื่อถึงจุดมุ่งหมายของแบรนด์ที่ตั้งใจจะเป็นเหมือน แสงจันทร์ส่องสว่างที่ปลายทางเดินอันมืดสนิท และต้องการช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา ช่วยสร้างรายได้แล้วก็ผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับเกษตรกรที่ลงทุนรวมทั้งลงแรง

อย่างหนักกับผลผลิตของพวกเขา แต่บ่อยครั้งกลับไม่ได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมหรือคุ้มค่าจากผลผลิตที่ตั้งใจเพาะปลูกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุอย่างภัยที่เกิดจากธรรมชาติที่ไม่อาจควบคุมได้ หรือสาเหตุทางด้านเศรษฐกิจ

ชาวไร่ชาวนาและเกษตรกรจำนวนไม่น้อยจึงมีรายได้เพียงแค่น้อยนิดแม้ผลผลิตของพวกเขาจะมีคุณภาพมากเท่าไรก็ตาม ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปที่มาจากผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพสูง

มีศักยภาพที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรได้เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยที่ไม่สามารถคาดเดาได้มากนักและยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตรทำให้มีราคาที่สูงขึ้น รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของ Moon Seeker จึงเป็นผลผลิตที่เต็มไปด้วยปูมหลังทางประเพณีและวัฒนธรรม และศักยภาพอันเต็มเปี่ยมของทรัพยากรธรรมชาติไทย

SEA Organic มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรไม่แสวงผลกำไร และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพันธุ์ข้าวออร์แกนิกไทย และโครงการในการส่งเสริมการเกษตรและภูมิปัญญาไทยอีกมากมาย

นอกจากนั้น SEA Organic ยังทำงานร่วมกับเกษตรกรที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ โดยรับซื้อผลิตผลของของเกษตรกรเพื่อผลิตเครื่องดื่มที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางพืชพันธุ์ของประเทศไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิเนื่องจากประเทศไทยถือเป็นผู้ผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงอันดับหนึ่งของโลก

และยังเป็นประเทศที่มีประเพณีวัฒนธรรมผูกพันกับข้าวมาตั้งแต่สมัยโบราณ ผลิตภัณฑ์หลายชนิดของ Moon Seeker เป็นฝีมือของชาวบ้านที่สืบทอดธรรมเนียมการทำเครื่องดื่มพื้นเมืองกันมาจากรุ่นสู่รุ่น หมักและกลั่นออกมาเป็นเครื่องดื่มสะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้เป็นอย่างดีนั่นคือ เหล้าขาว…

Read More »

แจ๊ค แดเนียลส์ Jack Daniel’s

แจ๊ค แดเนียลส์ Jack Daniel’s

แจ๊ค แดเนียลส์ Jack Daniel’s เทนเนสซี่ วิสกี้ คือ วิสกี้เพียง1เดียวของสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความนิยมจากนักดื่มทั่วโลก

และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาเป็นเวลากว่า 163 ปี ซึ่งในแต่ละปี จะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกไปเยี่ยมชมกระบวนการผลิต เพื่อค้นหาคำตอบของรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของ แจ๊ค แดเนียลส์

บราวน์ – ฟอร์แมน ไทยแลนด์ แอล.แอล.ซี. ผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย แจ๊ค แดเนียลส์ เทนเนสซี่ วิสกี้ในประเทศไทย จัดกิจกรรมพิเศษนำคณะผู้จัดจำหน่าย
และสื่อมวลชนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ กว่า 20 ชีวิต ร่วมบินลัดฟ้าไปไกลถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ต้นกำเนิดอเมริกันวิสกี้ พันธุ์แท้อย่าง “แจ๊ค แดเนียลส์” โดยทริปนี้ มี คุณนฤมล บุญเปลื้อง

ผู้จัดการฝ่ายการตลาดส่วนพัฒนาแบรนด์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคุณภาวิน พงศ์พันธุ์ภักดี ผู้จัดการตลาด ประจำประเทศไทย นำทัวร์ตลอด 10 วัน ตั้งแต่ วอชิงตัน ดี.ซี. เคนตั๊กกี้ เทนเนสซี่ นิวออร์ลีนส์ ไปจนถึงนิวยอร์ค

ในทริปนี้ ยังได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชม กระบวนการผลิต แจ๊ค แดเนียลส์ เทนเนสซี่ วิสกี้ (Jack Daniel’s Tennessee Whiskey) ณ โรงกลั่นซึ่งตั้งอยู่ในเมืองลินช์เบิร์ก รัฐเทนเนสซี่ (Lynchburg, Tennessee) และ เยี่ยมชมโรงกลั่น วู้ดฟอร์ด รีเซิร์ฟ (Woodford Reserve) สเตรท เบอร์เบิร์น วิสกี้ ณ เมืองแวร์ซาย รัฐเคนตั๊กกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา (Versailles, Kentucky) อีกด้วย

คุณนฤมล บุญเปลื้อง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดส่วนพัฒนาแบรนด์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าให้ฟังระหว่างการเยี่ยมชมโรงกลั่นแจ๊ค แดเนียลส์ ว่า โรงกลั่นแจ๊ค แดเนียลส์ ก่อตั้งโดย “มิสเตอร์แจ๊ค” หรือ Mr. Jasper Newton Daniel

ณ เมืองลินช์เบิร์ก รัฐเทนเนสซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับใบอนุญาตในปี ค.ศ.1866 ซึ่งถือเป็นโรงกลั่นขึ้นทะเบียนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นสถานที่แห่งจุดเริ่มต้นของตำนาน โรงกลั่นนี้ คือ สถานที่ที่มิสเตอร์แจ๊ค สร้างสรรค์สูตร Old No. 7 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และยังเป็นสถานที่ที่ใช้กลั่น “แจ๊ค แดเนียลส์” ทุกหยดในปัจจุบัน

คุณภาวิน พงศ์พันธุ์ภักดี ผู้จัดการตลาดประจำประเทศไทย อธิบายถึงกระบวนการผลิตว่า ทุกวันนี้ แจ๊ค แดเนียลส์ เทนเนสซี่ วิสกี้ ยังใช้ขั้นตอนการผลิตในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นวิธีการผลิตที่ทำให้ แจ๊ค แดเนียลส์ มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร และแตกต่างจาก วิสกี้ แบรนด์อื่นอย่างชัดเจน นับตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ บวกกับกรรมวิธีที่ทำให้วิสกี้มีรสนุ่ม ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้สามารถแบ่งออกได้เป็นกระบวนการสำคัญ 4 ประการ คือ

1. เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ โดยใช้แหล่งน้ำบริสุทธิ์จากลำธารใต้ดินในเมืองลินช์เบิร์ก รัฐเทนเนสซี ซึ่งมีอุณหภูมิคงที่ 13 องศาเซลเซียส และปราศจากธาตุเหล็ก เพราะธาตุเหล็กจะส่งผลเสียต่อรสชาติของวิสกี้ จากนั้นจะนำมาคลุกเคล้าด้วยส่วนผสมของธัญพืชจากธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ข้าวไรน์ ข้าวบาร์เลย์ เติมยีสต์ นำไปหมักรวมกัน 5 วัน แล้วนำไปผ่านกระบวนการกลั่นถึง 2 ครั้ง

2. กระบวนการ Charcoal Mellowing ภายหลังจากผ่านกระบวนการกลั่นมา 2 ครั้ง จนได้ที่แล้ว จะเข้าสู่กรรมวิธีที่เรียกว่า Charcoal Mellowing ซึ่งเป็นกระบวนการที่ถือว่ามีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในการผลิต โดยการนำเอา “ไม้ชูก้าร์ เมเปิ้ล” มาเผาจนได้ถ่านไม้ที่มีความหอม แล้วนำมาบรรจุลงในถังที่มีความสูง 10 ฟุต จากนั้นนำวิสกี้มากรองผ่านถ่านไม้อย่างช้าๆ ทีละหยด

เพื่อให้ได้วิสกี้รสชาติกลมกล่อมนุ่มละมุนไม่เหมือนใคร และจากกระบวนการผลิตนี้เองที่ทำให้กฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดให้ แจ๊ค แดเนียลส์ เป็น เทนเนสซี่ วิสกี้ ไม่ใช่เบอร์เบิร์น (Bourbon)

3. การบ่มด้วยถังไม้โอ๊คใหม่ เมื่อวิสกี้ผ่านกระบวนการ Charcoal Mellowing แล้ว จึงบรรจุลงใน “ถังไม้โอ๊คขาว” (American White Oak) ซึ่งเป็นถังบ่มที่เราผลิตขึ้นเอง โดยนำแผ่นไม้โอ๊คมาประกอบกันทีละแผ่นจนเป็นถังบ่ม และลนภายในถังไม้ด้วยเปลวไฟ เพื่อให้น้ำตาลตามธรรมชาติในไม้เปลี่ยนเป็นคาราเมล ซึ่งเมื่อวิสกี้ไหลผ่านเข้า-ออกเนื้อไม้ ตามการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโดยรอบ

จะทำให้ได้กลิ่นหอมเหมือนรมควัน และวิสกี้ที่ได้มีสีเหลืองเข้มดุจอำพัน จากนั้นจะนำเข้าสู่โรงบ่ม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาการบ่มขั้นต่ำ 4 ปี โดยกระบวนการผลิตทั้งหมดนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ “โรงกลั่น แจ๊ค แดเนียลส์” เท่านั้น สำหรับถังไม้โอ๊คนี้เราจะใช้บ่มเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นจะส่งไปขายต่อให้กับบริษัทผลิตวิสกี้ยี่ห้อต่าง ๆ ในประเทศสก็อตแลนด์ และประเทศอื่นๆ

4. การยึดมั่นในปรัชญาการผลิตวิสกี้ของมิสเตอร์แจ๊ค พนักงานทุกคนจะยึดมั่นในปรัชญาการผลิตวิสกี้ของมิสเตอร์แจ๊ค ที่จะผลิตวิสกี้ที่มีรสชาติดีที่สุดในโลก ผู้บริหารและพนักงานทุกคนตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ต่างให้ความสำคัญกับการผลิตวิสกี้ที่มีรสชาติมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ตั้งแต่มีกำลังการผลิตเพียงไม่กี่ถัง

จนถึงวันนี้ได้ครองตำแหน่งวิสกี้ที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับหนึ่งทั่วโลก ทุกวันนี้พนักงานทุกคนยังคงยึดมั่นกับปรัชญาการผลิตของมิสเตอร์แจ๊ค ที่ว่า “ทุกๆ วันที่เราผลิตวิสกี้ เราต้องทำมันให้ดีที่สุด”

ปัจจุบันวิสกี้ในตระกูลแจ๊คแดเนียลส์ ที่ผลิต ณ โรงกลั่นแห่งนี้ มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ได้แก่ แจ๊คแดเนียลส์ เทนเนสซี วิสกี้ (Jack Daniel’s Old No. 7 Tennessee Whiskey) เจนเทิลแมน แจ๊ค (Gentleman Jack Rare Tennessee Whiskey)

แจ๊คแดเนียลส์ ซิงเกิล บาร์เรล (Jack Daniel’s Single Barrel Tennessee Whiskey) และ แจ๊คแดเนียลส์ เทนเนสซี ฮันนี่ (Jack Daniel’s Tennessee Honey)

 

แหล่งที่มา   ipnovit.blogspot

Read More »